ขอขมาพระแม่คงคา: สานความเชื่อ สู่การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

4

เผยแพร่เมื่อ

ในยุคที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ทำไมหลายคนยังคงรู้สึกผิดเมื่อทำลายแหล่งน้ำ และต้องขอขมาพระแม่คงคา? นี่คือความขัดแย้งที่น่าสนใจระหว่างโลกยุคใหม่กับความเชื่อโบราณที่ยังคงอยู่

ความเชื่อเรื่องการขอขมาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมของชนชาติที่ผูกพันกับสายน้ำมานานนับพันปี น้ำคือชีวิต แหล่งอาหาร การคมนาคม และทุกสิ่งที่หล่อเลี้ยงอารยธรรมของเรา การให้ความเคารพสายน้ำจึงไม่ใช่แค่ความเชื่อลมๆ แล้งๆ แต่เป็นสัญชาตญาณการอยู่รอด

วลีที่ว่า พระแม่คงคา คือผู้หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตจึงไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง การขอขมาจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและสำนึกบุญคุณต่อผู้ให้ชีวิตและหล่อเลี้ยงเรามาตั้งแต่อดีตกาล

รากเหง้าความเชื่อ: ทำไมคนถึงต้อง ‘ขอขมา’ สายน้ำ?

การขอขมาพระแม่คงคาไม่ใช่พิธีกรรมลอยๆ แต่สะท้อนถึง ‘อำนาจ’ และ ‘คุณูปการ’ ของสายน้ำ ชาวโบราณไม่มีเทคโนโลยีจัดการมลพิษ การรักษาแหล่งน้ำสะอาดจึงสำคัญสูงสุดต่อชีวิตชุมชนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ หากไม่มีน้ำสะอาด ชีวิตคงดำรงอยู่ไม่ได้

ในอดีต แม่น้ำลำคลองคือศูนย์กลางทุกสิ่ง ทั้งการอุปโภคบริโภค การเกษตร และเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำ การ ‘ใช้น้ำ’ จึงเป็นการพึ่งพิงซึ่งกันและกัน การสร้างความเชื่อว่า ‘แม่น้ำมีชีวิต’ หรือมี ‘เทพารักษ์’ ดูแล จึงเป็นกลไกทางสังคมที่ชาญฉลาด เพื่อสร้างสำนึกและความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลทรัพยากรอันล้ำค่านี้

อิทธิพลสำคัญที่หล่อหลอมความเชื่อนี้ในไทยคืออารยธรรมอินเดีย แม่น้ำคงคา (Ganges River) ในอินเดียคือ ‘เทพีคงคา’ หรือ ‘พระแม่คงคา’ เทพีแห่งสายน้ำที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่ามีพลังชำระบาป เมื่อแนวคิดนี้เข้าสู่ไทย ผู้คนได้ปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น ผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว สร้างเป็นความเคารพต่อแหล่งน้ำทุกแห่งในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

กลไกทางสังคม: ขอขมาสร้างสำนึก หรือลดความรู้สึกผิด?

คำถามคือ การขอขมาพระแม่คงคามีประโยชน์อะไรในปัจจุบัน? เป็นเพียงพิธีกรรมที่ทำให้สบายใจหลังทำลายสิ่งแวดล้อม หรือยังคงสร้างสำนึกรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริง? เราสามารถพิจารณาได้จากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • สร้างความเกรงกลัว: ช่วยให้คนไม่กล้าทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไปในแหล่งน้ำเพราะกลัวบาปกรรมจากการกระทำอันไม่เหมาะสม
  • รักษาความสะอาด: ผลักดันให้คนดูแลแหล่งน้ำซึ่งสำคัญต่อสุขอนามัยชุมชน และป้องกันการแพร่กระจายของโรค
  • แสดงความกตัญญู: รำลึกถึงบุญคุณของแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต เป็นแหล่งอาหารและปัจจัยสี่ที่สำคัญ
  • สร้างเอกภาพในชุมชน: พิธีกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

ในอดีตที่วิทยาศาสตร์ไม่แพร่หลาย กลไกความเชื่อเช่นนี้มีประสิทธิภาพในการควบคุมพฤติกรรมและรักษาสมดุลระบบนิเวศชุมชนได้อย่างดีเยี่ยม เป็นเหมือนกฎระเบียบทางสังคมที่ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมาย แต่มีผลต่อจิตใจ

ความเชื่อกับการกระทำที่ต้องไปด้วยกัน

ในปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องการขอขมาอาจถูกลดทอนความสำคัญลง เนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการจัดการทรัพยากร แต่การลดทอนความเชื่อนี้โดยไม่มี ‘กลไกทดแทน’ ที่มีประสิทธิภาพ เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่บังคับใช้จริงจัง หรือการปลูกฝังจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง กลับยิ่งทำให้ปัญหามลพิษทางน้ำรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

การขอขมาในยุคนี้อาจเป็นเพียง ‘พิธีกรรมทางอารมณ์’ ที่ลดความรู้สึกผิดส่วนตัวมากกว่าผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม หากความเชื่อไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้จริง ก็เป็นเพียงการเพิ่มขยะหรือมลพิษจากพิธีกรรมเหล่านั้นเท่านั้น

สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่แค่การขอขมาด้วยปากเปล่า แต่คือการกระทำที่จริงจัง ซึ่งรวมถึงการลดใช้พลาสติก การจัดการขยะถูกวิธี การไม่ทิ้งสารเคมีหรือสิ่งปฏิกูลลงแหล่งน้ำ หรือเรียกร้องให้อุตสาหกรรมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น การขอขมาจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การลงมือทำเพื่อรักษาแหล่งน้ำให้สะอาดอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เพื่อรู้สึกดีขึ้นชั่วขณะเดียว แต่เพื่ออนาคตของทุกคนและสิ่งแวดล้อมของเรา